วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ประเภทของการสักคิ้วและโรคที่ควรระวังในการสักคิ้ว



ประเภทของการสักคิ้ว
1.    การสักคิ้วถาวร เป็นการใช้เครื่องสักที่มีเข็มขนาดเล็ก และจุ่มสีที่จะใช้สัก จากนั้นทำการสักลงบนผิวหนัง ให้เป็นไปตามทรงที่วาดไว้ การที่สีจะติดทนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเภทของการสัก ฝีมือของช่าง คุณภาพของสีหมึกที่ใช้ในการสัก ลักษณะผิวของผู้ที่ได้รับการสัก รวมถึงการดูแลเอาใจใส่ของตัวผู้ที่ได้รับการสักเองด้วย โดยส่วนมากเฉลี่ยอยู่ที่ 2 ปี จะเริ่มจางไป
ปัจจุบันมีการพัฒนาการสักคิ้วในหลายๆแบบ เพื่อสรรหาสิ่งที่ดีและสวยงามที่สุดให้กับคิ้ว โดยการสักคิ้วถาวรมีข้อเสีย คือ คิ้วจะเหมือนเขียนอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเป็นการสักแบบทึบ เหมือนการวาดแล้วระบายสี ทำให้ในปัจจุบันพัฒนาเป็นการสักคิ้วลายเส้น
2.    การสักคิ้วลายเส้น เป็นการเพ้นท์ลายเส้นลงบนผิวหนังชั้นนอก โดยเลียนแบบให้ดูเสมือนขนคิ้ว ด้วยการใช้ใบมีดกรีดเป็นลายเส้นแล้วทำการผลักสีเข้าไปตามร่องไม่ให้ลึกจนเกินไป เพื่อให้ดูสวยงามและเป็นธรรมชาติมากที่สุด เนื่องจากเป็นการสักเขียนเป็นเส้นขน ปัจจุบันเป็นที่นิยมเพราะแก้ปัญหาคิ้วบาง คิ้วไม่เป็นทรง คิ้วแหว่ง ช่วยให้มีใบหน้าที่อ่อนเยาว์และเข้มขึ้น อนึ่งการสักคิ้วลายเส้น มีหลายแบบอาทิเช่น การสักคิ้วลายเส้น 3D, 6D, Smoky Eye Brown เป็นต้น 

โรคที่ควรระวังในการสักคิ้ว
1.    โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟัน เหงือก ตา ไต หัวใจ และหลอดเลือดแดง เมื่อเกิดบาดแผล การรักษาแผลให้หายนั้นเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากหลอดเลือดตีบไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงเพียงพอ ทำให้ไม่มีการสมานแผล นอกจากนั้นหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ก็จะยิ่งทำให้การอักเสบลุกลามมากขึ้น เกิดเส้นเลือดฝอยอุดตันทำให้เนื้อเยื่อที่ขาดเลือดส่งกลิ่นเหม็นเน่าได้ ยิ่งหากมีภาวะแทรกซ้อนทางประสาทและหลอดเลือดด้วยแล้ว โอกาสที่จะรักษาให้หายยิ่งยากมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการสัก เพราะแผลอาจลุกลามสู่ดวงตา ทำให้ตาบอดได้
2.    โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงแคบเล็กลง หรือเกิดการหดตัวของหลอดเลือดเล็กๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งทำให้เลือดที่จะไปเลี้ยงร่างกายผ่านหลอดเลือดดังกล่าวได้ช้าและน้อยลง ทำให้หัวใจต้องบีบตัวมากขึ้น สูบฉีดเลือดแรงขึ้นเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปตามหลอดเลือดและจะได้มีเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ในคนปกติ ความดันโลหิต ไม่ควรเกิน 130/85 มิลลิเมตรปรอท (จากการประชุมร่วมขององค์การอนามัยโลก และ International Society of Hypertension ปี 1999) ความดันเลือดปกติขณะพักอยู่ในช่วง 100-140 มิลลิเมตรปรอทในช่วงหัวใจบีบ และ 60-90 มิลลิเมตรปรอทในช่วงหัวใจคลาย ดังนั้นผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจึงหมายถึงผู้ที่มีความดันเลือดเท่ากับหรือสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งยังถือว่าไม่อันตรายสำหรับการสักคิ้ว แต่ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงระดับรุนแรง คือ มีความดันเลือด >180 มิลลิเมตรปรอทในช่วงหัวใจบีบ และ >109 มิลลิเมตรปรอทในช่วงหัวใจคลาย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการสัก เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
3.    โรคหัวใจ (Heart disease) หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease or Coronary heart disease) คือ โรคที่เกิดจากหลอดเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Coronary artery ตีบแคบเล็กลง หรือตีบตัน จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจจึงทำงานผิดปกติ ส่งผลถึงอวัยวะต่างๆ ขาดเลือดไปด้วย จึงเกิดมีอาการต่างๆ ได้มากมาย ในการสักคิ้ว เมื่อสร้างรอยแผลให้กับร่างกาย หลอดเลือดได้รับอันตราย เกิดการฉีกขาด หลอดเลือดจะหดตัวตัวอย่างรวดเร็วและทันที เพื่อเป็นการจำกัดจำนวนเลือดไม่ให้สูญเสียออกไป หลอดเลือดหัวใจสามารถบีบหดตัวได้ ดังนั้นเมื่อมีการหดตัวของหลอดเลือด จึงส่งผลให้รูท่อหลอดเลือดตีบแคบลง จึงเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการสัก เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
4.    ผู้ที่มีภาวะขาด Vitamin K ซึ่ง Vitamin K มีความสำคัญต่อร่างกายในการทำหน้าที่ให้เลือดแข็งตัว หากร่างกายเกิดภาวะการขาด Vitamin K จะทำให้การแข็งตัวของเลือดเกิดขึ้นช้ากว่าปกติ เลือดไหลไม่หยุด หรือหยุดยากเวลามีบาดแผล ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการสัก เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
5.    ผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) เป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการเลือดออกผิดปกติ หากมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำมาก (น้อยกว่า 10,000 cell/ L) อาจมีอาการเลือดออกจนอันตรายถึงชีวิตได้ (ค่าเกล็ดเลือดมาตรฐาน ควรอยู่ในช่วง 140,00 – 450,000 cell/ L)ดังนั้น หากมีปัญหาเรื่องเกล็ดเลือดต่ำ ก็จะส่งผลให้มีภาวะเลือดออกง่าย หรือภาวะที่เลือดหยุดไหลยาก ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการสัก เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
6.    ผู้ป่วยที่รับประทานกลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) เช่น Warfarin , Aspirin เป็นต้น
6.1      Warfarin เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสร้างโปรตีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด (clotting factor) และรบกวนเอนไซม์ Vitamin K ดังนั้น Warfarin จึงจัดเป็น Vitamin K Antagonist โดยปกติการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดมีข้อห้ามใช้ในผู้ที่กำลังมีภาวะเลือดออก หรือมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกที่รุนแรง รวมถึงผู้ที่มีภาวะตับอักเสบรุนแรงด้วย ดังนั้นควรงดยา Warfarin อย่างน้อย 24 ชม. ก่อนทำการสัก
6.2      Aspirin ใช้ระงับอาการปวดและไข้ที่ไม่รุนแรงนัก เช่น ปวดศีรษะ, ปวดฟัน, ปวดประจำเดือน, ปวดกล้ามเนื้อ, ปวดข้อ โดยใช้ได้ผลดีกับอาการปวดที่เกิดร่วมกับการอักเสบ ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ cyclooxygenase-1 (COX-1) ที่อยู่ในเกล็ดเลือดแบบไม่ผันกลับ ทำให้เกล็ดเลือดไม่สามารถสร้างสาร Thromboxane A2 (TXA2) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด และทำให้หลอดเลือดหดตัวด้วย ฤทธิ์ในการยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดจะคงอยู่ตลอดอายุขัยของเกล็ดเลือด (8-11 วัน) เพราะเกล็ดเลือดไม่สามารถสร้างเอนไซม์ COX มาทดแทนได้ ดังนั้นควรงดยา Aspirin อย่างน้อย 8-11 วันก่อนทำการสัก
7.    ผู้ที่แพ้สี แพ้แอลกอฮอล์ เนื่องจากในสีสักมีทั้ง 2 อย่างผสมอยู่ไม่เหมาะแก่ผู้แพ้

 
อ้างอิง :